Monday, August 30, 2010
บทที่ 29 นักสังเกต
ให้เด็กๆ หาเทียนไขมาแท่งหนึ่ง เอาเทียนไขมาถือไว้ และมองดูเทียนไขให้ดี คอยสังเกตว่าเทียนไขแห่งนั้นมีรายละเอียดอะไรบ้าง จดบันทึกรายละเอียดที่สังเกตได้เอาไว้
หลังจากจดบันทึกได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว ลองจุดไฟที่เทียนไขดูสิ ว่ามีอะไรเพิ่มขึ้นมา สังเกตอีกครั้งหนึ่ง และจดบันทึกไว้เหมือนเดิม
เด็กๆ ลองดูสิ ว่าใครจะสามารถสังเกตเทียนไขได้มากถึงร้อยรายการ ยิ่งสังเกตได้มากเท่าไร ยิ่งแสดงว่าเด็กๆ เป็นคนช่างสังเกตมากเท่านั้น
การสังเกต เป็นคุณลักษณะเบื้องต้นของผู้ที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ดีในอนาคต
ลองหาถุงน่องของคุณแม่มาสักชิ้นหนึ่ง ลองกางขึงไว้หน้าเปลวเทียน สังเกตว่ามีอะไรแปลกแตกต่างไปจากเดิมบ้าง เด็กๆ จะเห็นวงแหวนสีรุ้งรอบๆ เปลวเทียน ตาข่ายเล็กๆ บนถุงน่อง ทำให้แสงที่ผ่านช่องเล็กๆ ของตาข่ายเบนจะทำให้เกิดวงแหวนสีรุ้งสุดสวยขึ้นมาได้
เด็กๆ ลองคิดว่าเทียนไขใช้ทำอะไรได้อีกบ้าง
บทที่ 28 การแพร่กระจาย
เด็กๆ คงไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน หรือบางคนอาจะเคยได้ยิน แต่ก็ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของคำนี้ดีนักก็เป็นได้
ลองไปเอาด่างทับทิมที่ใช้ล้างผักของคุณแม่มาสักสองเกล็ด ค่อยๆ ปล่อยด่างทับทิมที่ว่าลงไปในน้ำใส สังเกตให้ดี เด็กๆ จะเห็นด่างทับทิมค่อยๆแตกตัวอย่างช้าๆ ในน้ำ ด่างทับทิมจะกระจายตัวเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด น้ำในแก้วทั้งใบจะกลายเป็นสีม่วงของด่างทับทิม
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในแก้วน้ำ เราเรียกว่าการแพร่ การแพร่จะเกิดขึ้น จากที่มีความเข้มข้นมาก ไปสู่ที่มีความเข้มข้นต่ำกว่า
น้ำหอมที่ตั้งไว้ในรถยนต์ของคุณพ่อ ถือว่าเป็นการแพร่ได้ไหมเอ่ย
บทที่ 27 ประโยชน์ของฟ้าแลบ
เด็กๆ คงจะนึกไม่ถึง ว่าฟ้าแลบเปรี้ยงปร้างก่อนฝนจะตกทุกครั้ง กลับมีประโยชน์อย่างน่าอัศจรรย์ใจที่สุด
ผลพลอยได้ของการเกิดพายุฟ้าคะนอง คือ การเพิ่มพูนปริมาณของสารประกอบไนโตรเจนให้แก่ดิน โดยมีการคาดการไว้ว่า ฟ้าแลบหนึ่งครั้ง จะทำให้เกิดธาตุไนโตรเจนตกลงมายังพื้นดิน 2 กิโลกรัม ต่อพื้นที่จำนวน 1 ไร่ ในเวลาหนึ่งปี และเมื่อคิดคำนวณทั้งโลก พบว่าจะมีธาตุไนโตรเจนตกลงมายังโลกทั้งสิ้น 770 ล้านตัน
ในขณะที่เกิดฟ้าพลังงานบางส่วนที่เกิดจากฟ้าแลบ จะทำให้ไนโตรเจนทำปฏิกิริยาเคมีกับออกซิเจนเกิดเป็นสารประกอบไนตริกออกไซด์
สารประกอบไนตริกออกไซด์จะเกิดปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นไนโตรเจนออกไซด์ ซึ่งจัดว่าเป็นสารที่มีการละลายได้ดีในน้ำฝน เปลี่ยนแปลงเป็นกรดดินประสิว ตกลงมายังพื้นโลก ต่อมาจะมีการเปลี่ยนแปลงโดยรวมตัวกับสารเคมีอื่นๆ บนพื้นโลก กลับกลายเป็นแคลเซียมไนเตรทในที่สุด
แคลเซียมไนเตรท เป็นปุ๋ยที่ดีสำหรับพืช ดังนั้นการเกิดฟ้าแลบฟ้าคะนองนอกจากจะช่วยให้พื้นดินชุ่มฉ่ำแล้ว ยังช่วยเพิ่มปุ๋ยให้กับพืชด้วย
ผลพลอยได้ของการเกิดพายุฟ้าคะนอง คือ การเพิ่มพูนปริมาณของสารประกอบไนโตรเจนให้แก่ดิน โดยมีการคาดการไว้ว่า ฟ้าแลบหนึ่งครั้ง จะทำให้เกิดธาตุไนโตรเจนตกลงมายังพื้นดิน 2 กิโลกรัม ต่อพื้นที่จำนวน 1 ไร่ ในเวลาหนึ่งปี และเมื่อคิดคำนวณทั้งโลก พบว่าจะมีธาตุไนโตรเจนตกลงมายังโลกทั้งสิ้น 770 ล้านตัน
ในขณะที่เกิดฟ้าพลังงานบางส่วนที่เกิดจากฟ้าแลบ จะทำให้ไนโตรเจนทำปฏิกิริยาเคมีกับออกซิเจนเกิดเป็นสารประกอบไนตริกออกไซด์
สารประกอบไนตริกออกไซด์จะเกิดปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นไนโตรเจนออกไซด์ ซึ่งจัดว่าเป็นสารที่มีการละลายได้ดีในน้ำฝน เปลี่ยนแปลงเป็นกรดดินประสิว ตกลงมายังพื้นโลก ต่อมาจะมีการเปลี่ยนแปลงโดยรวมตัวกับสารเคมีอื่นๆ บนพื้นโลก กลับกลายเป็นแคลเซียมไนเตรทในที่สุด
แคลเซียมไนเตรท เป็นปุ๋ยที่ดีสำหรับพืช ดังนั้นการเกิดฟ้าแลบฟ้าคะนองนอกจากจะช่วยให้พื้นดินชุ่มฉ่ำแล้ว ยังช่วยเพิ่มปุ๋ยให้กับพืชด้วย
Sunday, August 29, 2010
บทที่ 26 ดาวเทียมแจ้งเหตุ
เด็กๆ คงเคยดูภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับสายลับ นักสืบ หรือประเภทชิงไหวชิงพริบกันมาบ้างไม่มากก็น้อย หนังพวกนี้ดูสนุกและต้องติดตามตลอดเวลา เผลอกะพริบตาครั้งเดียว อาจจะพลาดตอนสำคัญของเรื่องไปเลยก็ได้
พระเอกของภาพยนตร์พวกนี้ มักจะมีผู้ช่วยเหลือเสมอ อาจจะเป็นพระรองบ้าง เป็นรถยนต์คอมพิวเตอร์ก็มี หรืออาจจะเป็นดาวเทียมสอดแนม หรือสายลับอะไรทำนองนี้
โลกปัจจุบัน แต่ละประเทศต่างมีอาวุธที่มีประสิทธิภาพในการทำลายสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระเบิดปรมาณู ระเบิดนิวเคลียร์ และระเบิดเชื้อโรค ประเทศใดที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากกว่า มักได้เปรียบในสนามรบ
ดาวเทียมไทตัน 34 ดี มีความสูงขนาดตึก 16 ชั้น ได้ทะยานขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศเพื่อทำหน้าที่เป็นดาวเทียมแจ้งเหตุ ระยะทางของดาวเทียมดวงนี้โคจรอยู่เหนือพื้นโลกราว 22,000 ไมล์
การปล่อยดาวเทียมดวงนี้ขึ้นไป เพื่อจะได้ส่งสัญญาณเตือนหากมีจรวดของฝ่ายตรงข้ามเข้าโจมตี โดยดาวเทียมสามารถแจ้งเตือนล่วงหน้าได้นานหลายนาที
ประเทศที่มีดาวเทียมดวงนี้ใช้ สามารถเตรียมการป้องกันฐานที่มั่นได้ล่วงหน้าอย่างสบาย
อ่านดูแล้วอาจจะเหลือเชื่อ แต่ก็เป็นไปแล้ว แล้วต่อไปจะมีอะไรเกิดขึ้นบนโลกอีกบ้าง เด็กๆ คอยติดตามให้ดีก็แล้วกัน
พระเอกของภาพยนตร์พวกนี้ มักจะมีผู้ช่วยเหลือเสมอ อาจจะเป็นพระรองบ้าง เป็นรถยนต์คอมพิวเตอร์ก็มี หรืออาจจะเป็นดาวเทียมสอดแนม หรือสายลับอะไรทำนองนี้
โลกปัจจุบัน แต่ละประเทศต่างมีอาวุธที่มีประสิทธิภาพในการทำลายสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระเบิดปรมาณู ระเบิดนิวเคลียร์ และระเบิดเชื้อโรค ประเทศใดที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากกว่า มักได้เปรียบในสนามรบ
ดาวเทียมไทตัน 34 ดี มีความสูงขนาดตึก 16 ชั้น ได้ทะยานขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศเพื่อทำหน้าที่เป็นดาวเทียมแจ้งเหตุ ระยะทางของดาวเทียมดวงนี้โคจรอยู่เหนือพื้นโลกราว 22,000 ไมล์
การปล่อยดาวเทียมดวงนี้ขึ้นไป เพื่อจะได้ส่งสัญญาณเตือนหากมีจรวดของฝ่ายตรงข้ามเข้าโจมตี โดยดาวเทียมสามารถแจ้งเตือนล่วงหน้าได้นานหลายนาที
ประเทศที่มีดาวเทียมดวงนี้ใช้ สามารถเตรียมการป้องกันฐานที่มั่นได้ล่วงหน้าอย่างสบาย
อ่านดูแล้วอาจจะเหลือเชื่อ แต่ก็เป็นไปแล้ว แล้วต่อไปจะมีอะไรเกิดขึ้นบนโลกอีกบ้าง เด็กๆ คอยติดตามให้ดีก็แล้วกัน
บทที่ 25 บอลลูนลอยฟ้า
เด็กๆ คงเคยเห็นบอลลูนมาบ้างแล้ว อาจจะเห็นจากงานนิทรรศการ ที่โฆษณาสินค้าโดยใช้บอลลูนหรืออาจจะเห็นจากภาพยนตร์ผจญภัยต่างๆ ที่พระเอกมักใช้บอลลูนเป็นเครื่องโดยสาร
แท้ที่จริงแล้ว ลูกบอลลูนก็คือลูกยางที่ภายในบรรจุก๊าซที่เบากว่าอากาศไว้แน่นเต็ม การที่ลูกบอลลูนสามารถลอยขึ้นไปบนฟ้าได้นั้น ต้องทำให้น้ำหนักรวมของลูกบอลลูนน้อยกว่าน้ำหนักของอากาศที่ถูกแทนที่
วิธีที่นิยมก็คือ การบรรจุลูกบอลลูนด้วยก๊าซฮีเลียม เนื่องจากก๊าซฮีเลียมมีน้ำหนักเพียง 1 ใน 7 ส่วนของอากาศปกติเท่านั้น
เด็กๆ อาจจะกลัวว่าลูกบอลลูนลอยขึ้นไปแล้วจะลอยไปเรื่อยๆ จนออกนอกโลกในที่สุด แต่สิ่งนั้นย่อมไม่มีทางจะเกิดขึ้นได้แน่นอน เพราะเมื่อสูงขึ้นไปเท่าไร อากาศด้านบนๆ ย่อมมีความเบาบางมากขึ้นทุกที จนในที่สุด น้ำหนักของอากาศภายนอกและน้ำหนักรวมของลูกบอลลูนจะมีค่าเท่ากัน ถึงตอนนั้นลูกบอลลูนก็จะลอยอยู่คงที่ในอากาศระดับดังกล่าว ไม่ลอยสูงขึ้นอีกต่อไป แต่การเคลื่อนที่จะเหมือนกับกำลังลอยอยู่ในของเหลว ถ้าจะลงก็เพียงแต่ปล่อยก๊าซฮีเลียมออกอย่างช้าๆ บอลลูนก็จะลอยตัวต่ำลงมา ต่ำลงมาทุกที จนถึงพื้นดินโดยสวัสดิภาพ
แท้ที่จริงแล้ว ลูกบอลลูนก็คือลูกยางที่ภายในบรรจุก๊าซที่เบากว่าอากาศไว้แน่นเต็ม การที่ลูกบอลลูนสามารถลอยขึ้นไปบนฟ้าได้นั้น ต้องทำให้น้ำหนักรวมของลูกบอลลูนน้อยกว่าน้ำหนักของอากาศที่ถูกแทนที่
วิธีที่นิยมก็คือ การบรรจุลูกบอลลูนด้วยก๊าซฮีเลียม เนื่องจากก๊าซฮีเลียมมีน้ำหนักเพียง 1 ใน 7 ส่วนของอากาศปกติเท่านั้น
เด็กๆ อาจจะกลัวว่าลูกบอลลูนลอยขึ้นไปแล้วจะลอยไปเรื่อยๆ จนออกนอกโลกในที่สุด แต่สิ่งนั้นย่อมไม่มีทางจะเกิดขึ้นได้แน่นอน เพราะเมื่อสูงขึ้นไปเท่าไร อากาศด้านบนๆ ย่อมมีความเบาบางมากขึ้นทุกที จนในที่สุด น้ำหนักของอากาศภายนอกและน้ำหนักรวมของลูกบอลลูนจะมีค่าเท่ากัน ถึงตอนนั้นลูกบอลลูนก็จะลอยอยู่คงที่ในอากาศระดับดังกล่าว ไม่ลอยสูงขึ้นอีกต่อไป แต่การเคลื่อนที่จะเหมือนกับกำลังลอยอยู่ในของเหลว ถ้าจะลงก็เพียงแต่ปล่อยก๊าซฮีเลียมออกอย่างช้าๆ บอลลูนก็จะลอยตัวต่ำลงมา ต่ำลงมาทุกที จนถึงพื้นดินโดยสวัสดิภาพ
Saturday, August 28, 2010
บทที่ 24 แอลกอฮล์เย็น
ไหนเด็กคนไหนที่ไม่เคยถูกหมดฉีดยาบ้าง ยกมือขึ้น คงไม่มีใครที่ไม่เคยถูกหมอฉีดยา อย่างน้อยก็ต้องเคยถูกฉีดยาป้องกันบาดทะยักมาบ้างแล้ว เด็กๆ เคยสังเกตไหม ว่าก่อนจะฉีดยาทีไร หมอต้องเอาอะไรก็ไม่รู้ชุบสำลีและทาไว้ที่แขนเราก่อนฉีดยาทุกที
หมอเขาเอา แอลกอฮอล์ มาทาไว้ไงล่ะ แอลกอฮอล์ที่ทาไว้ จะช่วยฆ่าเชื้อโรคก่อนจะทำการฉีดยา ไม่ให้เกิดการติดเชื้อโดยไม่จำเป็น
ถ้าเด็กคนไหนมีความรู้สึกไวและช่างสังเกต จะรู้สึกว่าแอลกอฮอล์เย็นกว่าน้ำ
ทำไมรู้เปล่า
อุณหภูมิของเหลวทุกชนิด มีความสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับพลังงานจลน์ในโมเลกุลของเหลวนั้น พลังงานจลน์หมายถึง พลังงานที่ใช้ในการเคลื่อนที่
ของเหลวใดที่มีพลังงานจลน์สูง การเคลื่อนที่ของโมเลกุลก็จะสูงตาม ดังนั้นการที่โมเลกุลของเหลวนั้นจะดีดตัวออกจากพื้นผิวและระเหยไปในอากาศย่อมมีโอกาสสูงขึ้น โมเลกุลที่เหลือติดอยู่จึงจะมีพลังงานต่ำลง มีผลทำให้อุณหภูมิของเหลวลดต่ำลงด้วย
เด็กๆ ลองเทแอลกอฮอล์ราดลงบนฝ่ามือ จะรู้สึกว่าแอลกอฮอล์เย็นดีกว่าน้ำ นั่นเป็นเพราะแอลกอฮอล์สามารถระเหยได้ไวกว่าน้ำนั่นเอง
หมอเขาเอา แอลกอฮอล์ มาทาไว้ไงล่ะ แอลกอฮอล์ที่ทาไว้ จะช่วยฆ่าเชื้อโรคก่อนจะทำการฉีดยา ไม่ให้เกิดการติดเชื้อโดยไม่จำเป็น
ถ้าเด็กคนไหนมีความรู้สึกไวและช่างสังเกต จะรู้สึกว่าแอลกอฮอล์เย็นกว่าน้ำ
ทำไมรู้เปล่า
อุณหภูมิของเหลวทุกชนิด มีความสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับพลังงานจลน์ในโมเลกุลของเหลวนั้น พลังงานจลน์หมายถึง พลังงานที่ใช้ในการเคลื่อนที่
ของเหลวใดที่มีพลังงานจลน์สูง การเคลื่อนที่ของโมเลกุลก็จะสูงตาม ดังนั้นการที่โมเลกุลของเหลวนั้นจะดีดตัวออกจากพื้นผิวและระเหยไปในอากาศย่อมมีโอกาสสูงขึ้น โมเลกุลที่เหลือติดอยู่จึงจะมีพลังงานต่ำลง มีผลทำให้อุณหภูมิของเหลวลดต่ำลงด้วย
เด็กๆ ลองเทแอลกอฮอล์ราดลงบนฝ่ามือ จะรู้สึกว่าแอลกอฮอล์เย็นดีกว่าน้ำ นั่นเป็นเพราะแอลกอฮอล์สามารถระเหยได้ไวกว่าน้ำนั่นเอง
Friday, August 27, 2010
บทที่ 23 ทำไมงูจึงนิยมแลบลิ้น
การแลบลิ้นของงู นักวิทยาศาสตร์บอกว่าเป็นนิสัยของมันโดยเฉพาะ ไม่ได้บ่งบอกถึงการรุกรานหรือการพร้อมจะเข้าทำร้ายศัตรูอย่างที่เข้าใจกันแต่อย่างไร
งูแลบลิ้นเพื่อดมกลิ่น แม้จะไม่มีจมูกก็ตาม งูมีอวัยวะสำหรับการรับรู้กลิ่น เรียกว่า อวัยวะจาคอบสัน ซึ่งตั้งอยู่ในช่องวางบนเพดานปากค่อนมาทางด้านหน้า อากาศที่งูหายใจเข้าไปจะไม่ผ่านอวัยวะนี้ มันจึงเป็นจำเป็นต้องแลบลิ้นเพื่อดมกลิ่นแทน
ดังนั้น การแลบลิ้นของงู จึงถือได้ว่าเป็นวิธีการอันหนึ่ง เพื่อดมกลิ่นต่างๆ ที่อยู่รอบตัวมันเท่านั้น
งูแลบลิ้นเพื่อดมกลิ่น แม้จะไม่มีจมูกก็ตาม งูมีอวัยวะสำหรับการรับรู้กลิ่น เรียกว่า อวัยวะจาคอบสัน ซึ่งตั้งอยู่ในช่องวางบนเพดานปากค่อนมาทางด้านหน้า อากาศที่งูหายใจเข้าไปจะไม่ผ่านอวัยวะนี้ มันจึงเป็นจำเป็นต้องแลบลิ้นเพื่อดมกลิ่นแทน
ดังนั้น การแลบลิ้นของงู จึงถือได้ว่าเป็นวิธีการอันหนึ่ง เพื่อดมกลิ่นต่างๆ ที่อยู่รอบตัวมันเท่านั้น
Thursday, August 26, 2010
บทที่ 22 ไม้แสนกล
ไม้แสนกลที่ว่านี้ คือ ไม้ที่แปรสภาพเปลี่ยนเป็นหิน ไม้กลายเป็นหินได้ โดยการที่ต้นไม้ถูกสารละลายของหินควอทซ์ ไหลเข้าไปแทนที่ ทำให้ไม้กลับมีสภาพเป็นหิน
ว่ากันว่า เมื่อประมาณ 160 ล้านปีก่อนโน้น เมื่อต้นไม้ตายลง จะมีต้นไม้บางต้นที่ไหลไปตามกระแสน้ำ ไปสู่ทะเลที่อยู่ใกล้ๆ แหล่งอาศัยเดิมของต้นไม้ บังเอิญที่ดินแถบนั้นมีการระเบิดของภูเขาไฟเกิดขึ้น หลังภูเขาไฟสงบลง สิ่งที่เหลืออยู่คือเถ้าถ่าน อันเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ
เถ้าถ่านดังกล่าวประกอบด้วยแร่ซิลิกา แร่ซิลิกาที่ละลายในน้ำทะเลจะไหลเข้าสู่เนื้อไม้ แทรกซึมและตกตะกอนอยู่ในเนื้อไม้นั้น ต้นไม้จะค่อยๆ กลายสภาพเป็นหินควอทซ์ในที่สุด
หินควอทซ์ดังกล่าวมีสีสันสวยสดงดงาม เหมาะที่จะนำมาทำเป็นเครื่องประดับได้
หินควอทซ์นี้มีหลายชนิด แต่ชนิดที่นำมาทำเป็นเครื่องประดับ ได้แก่ อาเกต ออเนกซ์ และโอปอล พบหินควอทซ์มากที่ป่าสายรุ้ง
เด็กๆ รู้ไหมเอ่ย ว่าป่าสายรุ้งอยู่ที่ไหน
Wednesday, August 25, 2010
บทที่ 21 ปลวกกัดไม้
เด็กๆ รู้หรือเปล่า ว่าปลวกกัดไม้ให้กร่อนได้อย่างไร ถ้าให้เด็กๆ ลองกินไม้ดู คงจะไม่มีใครอยากลองแน่ แต่ถ้าให้ปลวกกินไม้ มันจะบอกว่าสบายมาก
การที่ปลวกย่อยไม้ได้นั้น ไม่ใช่ความเก่งกาจอะไรของปลวกเลย แท้จริงแล้วโปร-โตซัวที่อาศัยอยู่ในลำไส้ของปลวกต่างหาก ที่เป็นตัวส่งเอนไซม์ออกมาย่อยเนื้อไม้
ถ้าปลวกไม่มีเอนไซม์ที่ได้จากโปรโตซัวแล้ว มันต้องตายแน่นอน เพราะมันจะย่อยไม้ไม่ได้ มันอดอาหารนานๆ เข้า ความตายก็มาเยือน
ในขณะเดียวกัน ปลวกก็ให้โปรโตซัวได้รับประโยชน์ไม่น้อยหน้าเช่นกัน ปลวกให้ลำไส้เป็นที่อยู่อาศัยสำหรับโปรโตซัว รวมทั้งยังให้อาหารแก่โปรโตซัวอีกด้วย
ถ้าอุณหภูมิสูงขึ้น โปรโตซัวจะตายได้ง่าย ลองเพิ่มอุณหภูมิให้ปลวกที่อาศัยอยู่ในเนื้อไม้ดู สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ โปรโตซัวในลำไส้ของปลวกจะตายก่อน อีก 4-5 วันปลวกถึงจะตายตาม มันไม่ได้ตายเพราะอากาศร้อน แต่มันตายเพราะอดอาหารต่างหาก
การที่ปลวกย่อยไม้ได้นั้น ไม่ใช่ความเก่งกาจอะไรของปลวกเลย แท้จริงแล้วโปร-โตซัวที่อาศัยอยู่ในลำไส้ของปลวกต่างหาก ที่เป็นตัวส่งเอนไซม์ออกมาย่อยเนื้อไม้
ถ้าปลวกไม่มีเอนไซม์ที่ได้จากโปรโตซัวแล้ว มันต้องตายแน่นอน เพราะมันจะย่อยไม้ไม่ได้ มันอดอาหารนานๆ เข้า ความตายก็มาเยือน
ในขณะเดียวกัน ปลวกก็ให้โปรโตซัวได้รับประโยชน์ไม่น้อยหน้าเช่นกัน ปลวกให้ลำไส้เป็นที่อยู่อาศัยสำหรับโปรโตซัว รวมทั้งยังให้อาหารแก่โปรโตซัวอีกด้วย
ถ้าอุณหภูมิสูงขึ้น โปรโตซัวจะตายได้ง่าย ลองเพิ่มอุณหภูมิให้ปลวกที่อาศัยอยู่ในเนื้อไม้ดู สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ โปรโตซัวในลำไส้ของปลวกจะตายก่อน อีก 4-5 วันปลวกถึงจะตายตาม มันไม่ได้ตายเพราะอากาศร้อน แต่มันตายเพราะอดอาหารต่างหาก
บทที่ 20 กำเนิดอากาศเหลว
อากาศที่เราพบเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี้ สามารถทำให้กลายเป็นของเหลวได้
วิธีการนั้น คือ อาศัยการอัด ร่วมกับการลดอุณหภูมิลง อากาศที่ได้ผ่านการลดอุณหภูมิลงจะมาอยู่รวมกันอย่างหนาแน่น ทำให้กลายสภาพเป็นของเหลวในที่สุด ในขณะเดียวกันเราจะต้องทำการอัดอากาศให้เข้ามารวมตัวกันอย่างใกล้ชิดที่สุดด้วย
ขั้นแรกต้องไล่ฝุ่นละออง น้ำในอากาศ และคาร์บอนไดออกไซด์ รวมไปถึงสิ่งเจือปนในอากาศออกให้หมดก่อน ต่อมาก็นำเอาอากาศไปผ่านเข้าเครื่องอัด โดยใช้ความดันประมาณ 200 บรรยากาศในการอัดอากาศต้องไม่ทำให้เกิดความร้อน เพราะความร้อนจะทำให้อากาศไม่มารวมตัวอยู่ใกล้ชิดกันอย่างที่เราหวัง หลังจากนั้น เราจะปล่อยอากาศที่เย็นและถูกอัดเรียบร้อยแล้ว ผ่านไปตามท่อทองแดงซึ่งจะผ่านต่อไปจนลงสู่ถังอากาศที่รองรับเป็นขั้นตอนสุดท้าย
อากาศเหลวส่วนใหญ่ มักจะประกอบด้วย ออกซิเจน ไนโตรเจน และอาร์กอน
Tuesday, August 24, 2010
บทที่ 19 วัตถุนำความร้อนได้อย่างไร
เด็กๆ เชื่อหรือไม่ ว่าวัตถุบางชนิดสามารถนำความร้อนได้ ใครที่เคยทอดไข่เจียวกินเอง คงจะรู้สึกร้อนมือเมื่อจับหูกระทะ หรือแม้กระทั่งหม้อหุงข้าวที่กำลังคุกกรุ่นด้วยไอร้อน เด็กๆ จะรู้สึกร้อนเมื่ออยู่ใกล้ๆ
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้ เนื่องจากความร้อนนั้นนำผ่านโลหะได้ และโลหะบางชนิดเท่านั้นที่สามารถนำความร้อนได้ดีกว่าโลหะชนิดอื่นๆ
นักวิทยาศาสตร์ได้คำนวณและกำหนดสภาพการนำความร้อนไว้เป็นตัวเลข เรียกว่า ค่าของสภาพการนำความร้อนสัมพัทธ์ วัตถุใดที่มีค่าของสภาพการนำความร้อนสัมพัทธ์ต่ำ การนำความร้อนของวัตถุนั้นก็มีประสิทธิภาพต่ำ ถ้าวัตถุใดมีค่าของสภาพการนำความร้อนสัมพัทธ์สูง วัตถุนั้นก็สามารถนำความร้อนได้ดี
สสาร สภาพการนำความร้อนสัมพัทธ์
อากาศ 1.0
ไม้ก๊อก 1.9
ไม้ 7.0
แก้ว 44
เหล็ก 2,900
ทองแดง 17,400
เงิน 19,300
ทุกวันนี้ เราสามารถนำความรู้ในข้อนี้มาใช้ประโยชน์มากมายหลายอย่าง ตัวกระทะเราใช้วัสดุที่สามารถนำความร้อนได้ดีเป็นส่วนประกอบ แต่ด้ามจับเราจะใช้วัสดุที่เป็นฉนวนทำ เพราะฉนวนนำความร้อนได้เลวกว่าตัวกระทะ เช่น ใช้พลาสติกทำเป็นหูกระทะ
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้ เนื่องจากความร้อนนั้นนำผ่านโลหะได้ และโลหะบางชนิดเท่านั้นที่สามารถนำความร้อนได้ดีกว่าโลหะชนิดอื่นๆ
นักวิทยาศาสตร์ได้คำนวณและกำหนดสภาพการนำความร้อนไว้เป็นตัวเลข เรียกว่า ค่าของสภาพการนำความร้อนสัมพัทธ์ วัตถุใดที่มีค่าของสภาพการนำความร้อนสัมพัทธ์ต่ำ การนำความร้อนของวัตถุนั้นก็มีประสิทธิภาพต่ำ ถ้าวัตถุใดมีค่าของสภาพการนำความร้อนสัมพัทธ์สูง วัตถุนั้นก็สามารถนำความร้อนได้ดี
สสาร สภาพการนำความร้อนสัมพัทธ์
อากาศ 1.0
ไม้ก๊อก 1.9
ไม้ 7.0
แก้ว 44
เหล็ก 2,900
ทองแดง 17,400
เงิน 19,300
ทุกวันนี้ เราสามารถนำความรู้ในข้อนี้มาใช้ประโยชน์มากมายหลายอย่าง ตัวกระทะเราใช้วัสดุที่สามารถนำความร้อนได้ดีเป็นส่วนประกอบ แต่ด้ามจับเราจะใช้วัสดุที่เป็นฉนวนทำ เพราะฉนวนนำความร้อนได้เลวกว่าตัวกระทะ เช่น ใช้พลาสติกทำเป็นหูกระทะ
Monday, August 23, 2010
บทที่ 18 กำเนิดเส้นลวด
เด็กส่วนใหญ่ คงรู้จักเส้นลวดกันบ้างแล้ว มีใครนึกบ้างไหมว่า เขาทำเส้นลวดขึ้นมาได้อย่างไร
คำตอบง่ายๆ คือ การดึงโลหะที่จะทำเป็นลวดผ่านรูขนาดต่างๆ โดยเริ่มจากรูโตก่อน แล้วค่อยๆใช้รูที่มีขนาดเล็กลงจนได้ลวดตามขนาดที่ต้องการ
โลหะหลายชนิดที่สามารถใช้ดึงให้กลายเป็นเส้นลวดได้ เช่น ทอง เหล็ก ทองแดง เป็นต้น
แม่พิมพ์สำหรับทำเส้นลวดทำด้วยสารประกอบทังสเตนคาร์ไบด์ แรกเริ่มต้องเสียบปลายของแท่งโลหะที่เราต้องการทำเป็นลวด ให้แหลมเล็กพอที่สอดผ่านแม่พิมพ์ ผูกปลายของโลหะไว้กับแกนที่หมุนได้ พอเริ่มหมุนแกน จะทำให้เกิดการดึงแท่งโลหะออกไปเป็นเส้นลวดได้
ถ้าต้องการลวดขนาดใหญ่ก็ให้ผ่านรูใหญ่ ถ้าต้องการลวดขนาดเล็กก็ให้ผ่านรูเล็ก
คำตอบง่ายๆ คือ การดึงโลหะที่จะทำเป็นลวดผ่านรูขนาดต่างๆ โดยเริ่มจากรูโตก่อน แล้วค่อยๆใช้รูที่มีขนาดเล็กลงจนได้ลวดตามขนาดที่ต้องการ
โลหะหลายชนิดที่สามารถใช้ดึงให้กลายเป็นเส้นลวดได้ เช่น ทอง เหล็ก ทองแดง เป็นต้น
แม่พิมพ์สำหรับทำเส้นลวดทำด้วยสารประกอบทังสเตนคาร์ไบด์ แรกเริ่มต้องเสียบปลายของแท่งโลหะที่เราต้องการทำเป็นลวด ให้แหลมเล็กพอที่สอดผ่านแม่พิมพ์ ผูกปลายของโลหะไว้กับแกนที่หมุนได้ พอเริ่มหมุนแกน จะทำให้เกิดการดึงแท่งโลหะออกไปเป็นเส้นลวดได้
ถ้าต้องการลวดขนาดใหญ่ก็ให้ผ่านรูใหญ่ ถ้าต้องการลวดขนาดเล็กก็ให้ผ่านรูเล็ก
Sunday, August 22, 2010
บทที่ 17 กำเนิดดิน
ใครรู้บ้างว่า แรกเริ่มเดิมทีนั้น โลกเราเหมือนกับก้อนหินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่ง โดยลักษณะเป็นหินเหลว รวมทั้งยังมีอุณหภูมิสูงอีกด้วย ต่อมา โลกของเราค่อยๆ เย็นลงอย่างช้าๆ ในขณะที่โลกกำลังเย็นลงนั้น ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างคัวเองให้ค่อยๆ กลายเป็นทรงกลม ทีละเล็ก ทีละน้อย
เวลาค่อยเคลื่อนคล้อยผ่านไป พื้นผิวโลกถูกกัดเซาะด้วยแรงธรรมชาติ ทำให้มีการแตกย่อยของผิวโลกเกิดขึ้น สิ่งที่แตกย่อยนั้นก็คือ เม็ดทรายหรือดิน ที่ปรากฏอยู่บนผิวโลกตราบจนทุกวันนี้
แรงธรรมชาติที่ทำลายพื้นผิวโลกแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ แบบทำลายรุนแรง และแบบผุพังอย่างช้าๆ
การผุพังที่เห็นได้ชัดเจน ได้แก่ การผันแปรของอุณหภูมิชั้นบรรยากาศ ความชื้นบนโลกที่เปลี่ยนแปลงไป รวมไปถึงสภาพการทำลาย อันเกิดจากการกระทำของมนุษย์ สัตว์ และพืช
การทำลายอย่างรุนแรงนั้น เกิดจากธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ กระแสน้ำที่เปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว รวมไปถึงการทำลายของกระแสลมด้วย
การแตกสลายของชั้นหินแมนเทิล ทำให้เกิดดินและทราย โดยอำนาจของการพังทลายและการผุพังของธรรมชาติบนโลกนั่นเอง
Saturday, August 21, 2010
บทที่ 16 เสียงตามสาย
อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ คือผู้ประดิษฐ์โทรศัพท์ขึ้นเป็นรายแรกของโลก
หลักการของโทรศัพท์ คือ การดักคลื่นเสียงให้เดินเป็นแนวเดียวที่ถูกกำหนดไว้ คลื่นเสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุ แล้วทำให้อากาศโดยรอบสั่นสะเทือนและเกิดคลื่นเสียงตามมา
ทดลองทำโทรศัพท์แบบง่ายๆ โดยการเอากระป๋องไอศกรีมที่กินหมดแล้ว 2 กระป๋อง มาเจาะรูใต้ลาง แล้วเอาด้ายขึงไว้ระหว่างกระป๋อง 2 ใบนั้น
ลองให้เพื่อนคนหนึ่งมาเล่นด้วย คนหนึ่งพูดกรอกใส่กระป๋องหนึ่ง อีกคนหนึ่งฟังอยู่อีกใบหนึ่ง ที่สำคัญด้ายจะต้องตึงตลอดเวลา การที่ต้องให้ด้ายตึงตลอดเวลาที่สื่อสารกัน ก็เพราะว่าจะทำให้ด้ายเกิดการสั่นสะเทือน และเกิดคลื่นเสียงตามมาในที่สุด
การทำงานของโทรศัพท์ก็อาศัยหลักการเช่นเดียวกันนี้ เพียงแต่อาจจะซับซ้อนกว่า แล้วแต่ว่าเป็นโทรศัพท์แบบใด
โทรศัพท์ที่เราใช้กันอยู่ทั่วไปนั้น อาศัยการสั่นสะเทือนของเสียง ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกระแสไฟฟ้าแตกต่างกันออกไป กระแสไฟฟ้าจะถูกส่งไปตามสายโทรศัพท์ สายโทรศัพท์ที่ต่ออกจากเครื่องส่งจะต่อเข้ากับเครื่องรับที่ปลายทางอีกด้านหนึ่ง
การเปลี่ยนแปลงของกระแสไฟฟ้าจะทำให้อำนาจแม่เหล็กที่อยู่ภายในหูโทรศัพท์เกิดการเปลี่ยนแปลง แม่เหล็กจะไปดูดแผ่นเหล็กในหูโทรศัพท์ ตามอำนาจของแม่เหล็กที่ได้รับจากกระแสไฟฟ้าที่ส่งมาตามสาย แผ่นโลหะถูกแม่เหล็กดูดมากก็จะสั่นสะเทือนมาก ถูกดูดน้อยก็จะสั่นสะเทือนน้อย แผ่นโลหะสั่นสะเทือนครั้งใด จะทำให้อากาศรอบๆ ถูกอัดหรือขยาย ทำให้เกิดเสียงต่างๆ ขึ้นมาได้
บทที่ 15 ฝาเกลียวจอมดื้อ
ปัจจุบันนี้ ฝาขวดส่วนใหญ่มักทำด้วยฝาเกลียว ฝาแบบนี้ก็ดีไปอย่าง ที่ไม่ต้องพึ่งที่เปิดขวด แต่มักจะไม่ดีตอนที่หมุนฝาไม่ออก
บ่อยครั้งที่เด็กๆ คงเคยไปตากอากาศ อุตส่าห์เตรียมน้ำอัดลมไปอย่างดิบดี แต่ไม่สามารถดื่มน้ำอัดลมได้ เพราะเปิดฝาเกลียวไม่ออกนั่นเอง ต้องคอยส่งให้คนนั้นเปิดที คนนี้เปิดที เปิดออกบ้างไม่ออกบ้าง แต่ถ้าเด็กรู้ความจริงต่อไปนี้ เด็กๆ จะสามารถเปิดฝาเกลียวจอมดื้อได้อย่างสบายมาก
เมื่อเพิ่มความร้อนให้ฝาเกลียว ฝาเกลียวจะเกิดการขยายตัว เราต้องทำให้ฝาเกลียวเกิดการขยายตัวมากกว่าตัวแก้ว การเปิดฝาก็จะทำได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องอาศัยแรงมากนัก ดังนั้น ถ้าเด็กๆ เอาน้ำร้อนมาราดลงบนฝาเกลียวสักหนึ่งนาที เด็กๆ ก็จะสามารถคลายเกลียวออกได้โดยไม่ต้องออกแรงมาก
เด็กๆ ควรจะจำไว้ ว่าฝาเกลียวที่ทำด้วยโลหะจะนำความร้อนได้ดีมากกว่าแก้ว ฝาโลหะนอกจากจะขยายตัวได้ไวกว่าแก้วแล้ว มันยังขยายตัวได้มากกว่าอีกด้วย
บ่อยครั้งที่เด็กๆ คงเคยไปตากอากาศ อุตส่าห์เตรียมน้ำอัดลมไปอย่างดิบดี แต่ไม่สามารถดื่มน้ำอัดลมได้ เพราะเปิดฝาเกลียวไม่ออกนั่นเอง ต้องคอยส่งให้คนนั้นเปิดที คนนี้เปิดที เปิดออกบ้างไม่ออกบ้าง แต่ถ้าเด็กรู้ความจริงต่อไปนี้ เด็กๆ จะสามารถเปิดฝาเกลียวจอมดื้อได้อย่างสบายมาก
เมื่อเพิ่มความร้อนให้ฝาเกลียว ฝาเกลียวจะเกิดการขยายตัว เราต้องทำให้ฝาเกลียวเกิดการขยายตัวมากกว่าตัวแก้ว การเปิดฝาก็จะทำได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องอาศัยแรงมากนัก ดังนั้น ถ้าเด็กๆ เอาน้ำร้อนมาราดลงบนฝาเกลียวสักหนึ่งนาที เด็กๆ ก็จะสามารถคลายเกลียวออกได้โดยไม่ต้องออกแรงมาก
เด็กๆ ควรจะจำไว้ ว่าฝาเกลียวที่ทำด้วยโลหะจะนำความร้อนได้ดีมากกว่าแก้ว ฝาโลหะนอกจากจะขยายตัวได้ไวกว่าแก้วแล้ว มันยังขยายตัวได้มากกว่าอีกด้วย
Friday, August 20, 2010
บทที่ 14 ลมมาจากไหน
เด็กๆ คงอยากให้มีลมพัดสบายๆ มากกว่าไม่มีลมในอากาศเลย เพราะลมช่วยระเหยความร้อนออกไปจากร่างกายได้ จึงทำให้เรารู้สึกสบายทุกครั้งที่ลมพัดผ่าน
เด็กๆ เคยสงสัยบ้างหรือเปล่า ลมที่พัดอยู่รอบๆ ตัวเรานั้นมาจากไหนกันแน่
การเกิดลมก็เช่นเดียวกัน
ดวงอาทิตย์แผดเผาเปลือกโลก ทำให้เปลือกโลกได้รับความร้อนอย่างต่อเนื่อง ความร้อนดังกล่าวจะแผ่กระจายไปรอบๆ ทำให้อากาศร้อนไปด้วย เมื่ออากาศร้อนขึ้น จะทำให้อากาศเกิดการขยายตัว น้ำหนักของอากาศที่ขยายตัวจะเบากว่าเดิม ทำให้ลอยตัวขึ้นสูงเหลือที่ว่างให้อากาศเย็นที่มีน้ำหนักมากกว่าไหลเวียนเข้ามาแทนที่ ทำให้เกิดลมพัดขึ้นได้
ถ้าเด็กๆ อยากทดลองก็ลองหาฝุ่นชอล์กมาสักกำมือหนึ่ง เอาโคมไฟชนิดหลอดกลมมาด้วย
เปิดโคมไฟสักครู่ ให้รู้สึกว่ามีความร้อนเกิดขึ้นรอบๆ หลอดไฟ เด็กๆ ลองโรยผงชอล์กลงบนหลอดไฟ ความอัศจรรย์จะเกิดขึ้นทันที ผงชอล์กจะลอยตัวเป็นสายขึ้นสู่เบื้องบน นั่นย่อมแสดงว่าเกิดลมขึ้นจริงๆ ในที่นี้ผงชอล์กทำหน้าที่เป็นตัวแทนของโมเลกุลก๊าซในอากาศนั่นเอง
Thursday, August 19, 2010
บทที่ 13 ความรู้สึกของแมลง
การรู้รสของมนุษย์ อาศัยตุ่มรับรสที่เรียงรายอยู่บนลิ้นเป็นสำคัญ แต่การรับรสของแมลงอาศัยตุ่มประสาทที่อยู่ตรงตีน ดังนั้นแมลงส่วนใหญ่จะรับรสได้โดยการเดินทางไปบนสิ่งของที่มีรส ถ้ามันชอบกินมันก็จะกินทันที แต่ถ้ามันไม่ชอบกินละก็ จ้างให้มันก็ไม่กิน
เด็กๆจะลองทดลองดูก็ได้ โดยการโรยน้ำตาลลงบนโต๊ะ แล้วคอยสังเกตดูแมลงวัน หรือ ผึ้งที่เดินไปมารอบๆ น้ำตาล ถ้าตีนของมันแตะถูกน้ำตาลมันจะสะดุ้ง หลังจากนั้นมันจะเริ่มกินทันที
ดังนั้นถ้าเราตัดตีนมันทิ้ง เด็กๆ คงจะรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผึ้งสามารถบอกความแตกต่างระหว่างน้ำตาลที่ได้จากอ้อย และน้ำตาลจากเกสรดอกไม้ได้อย่างง่ายดาย แม้ว่าโดยธรรมชาติแล้ว รสของน้ำตาลทั้งสองชนิดจะคล้ายกันมากก็ตาม
ความรู้สึกเกี่ยวกับกลิ่นของแมลงอยู่ที่ปลายหนวด แมลงสาบจะใช้หนวดเป็นเครื่องนำทางไปสู่ต้นตอของกลิ่น บางครั้งอาจใช้หนวดในการติดต่อกับพวกเดียวกันได้อีกด้วย หรืออาจจะใช้บอกได้ว่าศัตรูอยู่บริเวณใด
แมลงแต่ละชนิดจะมีประสาทรับสัมผัสของการได้ยินที่แตกต่างกันออกไป บางชนิดก็ไม่ได้ยินอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว
ตั๊กแตนมีประสาทรับเสียงอยู่ตรงขาหน้า จักจั่นมีประสาทรับเสียงอยู่ที่ท้อง แมงดาน้ำมีประสาทรับเสียงอยู่ข้างลำตัว ตัวด้วงและจิ้งหรีดสามารถได้ยินเสียงได้ ผึ้งไม่มีประสาทการรับเสียง มันจึงอยู่ในโลกของความเงียบ
ตาของแมลงส่วนใหญ่มีไว้สำหรับสังเกตการเคลื่อนไหว มากกว่ามีไว้ดูสิ่งของว่าเป็นอะไร
ผิวหนังหนาๆ ของแมลงสามารถรับความรู้สึกทางสัมผัสและการเคลื่อนไหวของอากาศได้
เด็กๆจะลองทดลองดูก็ได้ โดยการโรยน้ำตาลลงบนโต๊ะ แล้วคอยสังเกตดูแมลงวัน หรือ ผึ้งที่เดินไปมารอบๆ น้ำตาล ถ้าตีนของมันแตะถูกน้ำตาลมันจะสะดุ้ง หลังจากนั้นมันจะเริ่มกินทันที
ดังนั้นถ้าเราตัดตีนมันทิ้ง เด็กๆ คงจะรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผึ้งสามารถบอกความแตกต่างระหว่างน้ำตาลที่ได้จากอ้อย และน้ำตาลจากเกสรดอกไม้ได้อย่างง่ายดาย แม้ว่าโดยธรรมชาติแล้ว รสของน้ำตาลทั้งสองชนิดจะคล้ายกันมากก็ตาม
ความรู้สึกเกี่ยวกับกลิ่นของแมลงอยู่ที่ปลายหนวด แมลงสาบจะใช้หนวดเป็นเครื่องนำทางไปสู่ต้นตอของกลิ่น บางครั้งอาจใช้หนวดในการติดต่อกับพวกเดียวกันได้อีกด้วย หรืออาจจะใช้บอกได้ว่าศัตรูอยู่บริเวณใด
แมลงแต่ละชนิดจะมีประสาทรับสัมผัสของการได้ยินที่แตกต่างกันออกไป บางชนิดก็ไม่ได้ยินอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว
ตั๊กแตนมีประสาทรับเสียงอยู่ตรงขาหน้า จักจั่นมีประสาทรับเสียงอยู่ที่ท้อง แมงดาน้ำมีประสาทรับเสียงอยู่ข้างลำตัว ตัวด้วงและจิ้งหรีดสามารถได้ยินเสียงได้ ผึ้งไม่มีประสาทการรับเสียง มันจึงอยู่ในโลกของความเงียบ
ตาของแมลงส่วนใหญ่มีไว้สำหรับสังเกตการเคลื่อนไหว มากกว่ามีไว้ดูสิ่งของว่าเป็นอะไร
ผิวหนังหนาๆ ของแมลงสามารถรับความรู้สึกทางสัมผัสและการเคลื่อนไหวของอากาศได้
Wednesday, August 18, 2010
บทที่ 12 ตัวอักษรล่องหน
เด็กๆได้รับจดหมายมาฉบับหนึ่ง แต่พอแกะซองออกอ่าน กลับพบเพียงกระดาษเปล่า ไม่มีตัวอักษรใดๆทั้งสิ้น แต่พอเอาจดหมายแผ่นนั้นไปอังไฟกลับปรากฏตัวอักษรขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก
เด็กๆสามารถส่งข่าวลับได้โดยวิธีนี้เช่นกัน โดยที่เด็กๆต้องหาปากกาที่ใช้จนหมึกหมดแล้วมาด้ามหนึ่ง เอามะนาวมาหนึ่งผล บีบเอาแต่น้ำออกมา จุ่มปลายปากกาลงไปในน้ำมะนาว เขียนตัวอักษรหรืออะไรก็ได้ลงบนแผ่นกระดาษ จุ่มไปเขียนไป และต้องปล่อยทิ้งไว้จนแห้งสนิท
เด็กๆจะเห็นว่าไม่มีร่องรอยใดๆปรากฏบนกระดาษเลย แต่พอเอากระดาษไปอังไฟให้ร้อนตัวอักษรหรือภาพที่วาดไว้ก็จะปรากฏออกมาให้เห็น
ขณะที่เด็กๆเอากระดาษไปอังกับไฟ ตัวอักษรที่เขียนด้วยน้ำมะนาว จะเกิดปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ เปลี่ยนแปลงเป็นสีเข้มขึ้น คล้ายกับเขียนอักษรด้วยหมึกสีน้ำตาลนั่นเอง
Tuesday, August 17, 2010
บทที่ 11 เส้นผมพลังไฟ
เชื่อหรือไม่ว่าเส้นผมของคนเรามีพลังไฟฟ้าซ่อนอยู่ ถ้าพูดเฉยๆอาจจะไม่น่าเชื่อนัก ของแบบนี้มันทดลองกันได้
เด็กๆคงจะมีไม้บรรทัดพลาสติกไว้ใช้คนละหลายๆอัน ลองเอาไม้บรรทัดพลาสติกมาสักอันหนึ่งแล้วลองถูกับเส้นผมไปมา ถูอย่าให้แรงนักเดี๋ยวจะเจ็บมาก ค่อยๆถู แต่ถูให้นานๆหน่อย สักประมาณ 1-2 นาทีก็พอ
แล้วเอาไม้บรรทัดพลาสติกที่ถูกกับผมเรียบร้อยแล้ว มาแตะกับเศษกระดาษที่ได้เตรียมไว้แต่แรก
ไม้บรรทัดจะดูดเศษกระดาษติดขึ้นมาได้ เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่า เมื่อเอาไม้บรรทัดพลาสติกถูกับเส้นผม จะทำให้เกิดไฟฟ้าสถิตที่ไม้บรรทัด ไฟฟ้าสถิตมีแรงสำหรับดูดกระดาษให้ติดอยู่กับไม้บรรทัดได้ แต่เป็นแรงที่ไม่ถาวร ไม่นานนักกระดาษก็จะหลุดร่วงลงมา
เอ แล้วถ้าใช้ไม้บรรทัดที่ทำด้วยโลหะละ จะเกิดไฟฟ้าสถิตหรือเปล่าหนอ
Monday, August 16, 2010
บทที่ 10 นักดำน้ำไร้ชีพ
หาขวดโหลขนาดใหญ่มาสักหนึ่งใบ พร้อมกับเอาขวดยาเนื้อบางขนาดเล็กจิ๋วมาด้วยหนึ่งขวด ขวดยาขนาดเล็กจิ๋วนี้ จะทำหน้าที่เป็นนักดำน้ำ
เทน้ำใส่ขวดโหลขนาดใหญ่ให้เกือบเต็มขวด โดยให้ระดับน้ำอยู่ต่ำกว่าปากขวดโหลประมาณ 2 นิ้ว อย่าให้น้อยหรือมากกว่านี้ เอาขวดจิ๋วที่เตรียมไว้คว่ำลงไปในน้ำ โดยให้น้ำในโหลผ่านเข้าไปในขวดจิ๋วได้เล็กน้อยเพียงพอที่จะทำให้ขวดลอยน้ำได้
เอาแผ่นยางปิดปากขวดโหลโดยใช้หนังยางรัดแผ่นยางให้สนิท
ลองใช้นิ้วมือกดแผ่นยางให้บุ๋มลง จะเห็นขวดขนาดจิ๋วซึ่งทำหน้าที่เป็นนักดำน้ำจมลงไปใต้น้ำ พอปล่อยมือจากแผ่นยาง ขวดก็จะลอยขึ้นมา
ขณะที่กดแผ่นยาง อากาศที่อยู่เหนือน้ำจะมีปริมาณน้อยลง แต่แรงดันจะเพิ่มขึ้น แรงดันของน้ำจึงมากขึ้นด้วย น้ำจะผ่านเข้าสู่ขวดนักดำน้ำมากขึ้นกว่าเดิม ขวดหนักกว่าน้ำก็จะจมลงไปในน้ำ แต่พอเราผ่อนอากาศโดยการปล่อยนิ้วมือที่กดแผ่นยางออก แรงดันของน้ำจะลดลง น้ำจึงไหลออกจากขวดนักดำน้ำ ทำให้ขวดนักดำน้ำเบาขึ้น และลอยสู่ด้านบนได้ในที่สุด
บทที่ 9 ขวดน้ำพุ
หาจุกก๊อกมาอันหนึ่ง นำมาเจาะรูตรงกลาง ให้ขนาดของรูพอดีกับหลอดดูด เอาหลอดดูดเสียบลงไปในรูจุก๊อก หลังจากนั้นเอาจุกก๊อกที่มีหลอดดูดเสียบไว้เรียบร้อยแล้ว ไปปิดขวดน้ำที่มีน้ำปริมาตร 2 ใน 3 ส่วนบรรจุอยู่
เด็กๆลองเอาปากอมปลายหลอดดูดด้านที่โผล่มาด้านนอกขวด แล้วเป่าลมลงไปในขวดติดต่อกันสัก 3 ครั้ง
เด็กๆจะเห็นมีน้ำพุกลับออกมานอกขวด ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า อากาศที่เด็กๆเป่าลงไป จะไปดันน้ำในขวด น้ำในขวดต้องหาทางออก ก็เลยดันออกมาตามรูของหลอดดูด กลายเป็นน้ำพุให้เด็กๆได้สนุกสนานกัน
บทที่ 8 ลูกโป่งติดผนัง
เด็กๆคงเคยเห็นแต่ลูกโป่งสวรรค์ที่สามารถลอยได้ บางทีเผลอก็ปล่อยหลุดมือ ลอยขึ้นไปบนฟ้า
สำหรับลูกโป่งพิเศษนี้ เป็นลูกโป่งธรรมดา ไม่มีอะไรแตกต่างจากลูกโป่งทั่วไปสักนิด แต่ความแปลกของมันก็คือ มันสามารถติดอยู่บนผนังได้เป็นเวลานานๆ
ก่อนอื่น เด็กๆต้องไปหาซื้อลูกโป่งยางมาก่อน เป่าลมลงไปในลูกโป่งให้แน่นเต็ม หลังจากนั้นก็หาผ้าขนสัตว์มาสักผืน และต้องเป็นผ้าขนสัตว์จริงๆนะ ถ้าเป็นผ้าขนหนู ผ้าฝ้ายอะไร พวกนี้ใช้ไม่ได้ทั้งนั้น
เอาผ้าขนสัตว์มาเช็ดถูกับลูกโป่ง ถูไปมานานๆประมาณ 5 นาที หลังจากนั้นเอาลูกโป่งไปแนบติดกับผนัง ลูกโป่งจะติดอยู่กับผนังชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่ที่สำคัญคือ ควรทำการทดลองในวันที่อากาศแห้ง ไม่มีความชื้นในอากาศมากเกินไป ถ้ามีความชื้นมากเกินไปจะทำให้ลูกโป่งไม่ติดกับผนัง
บทที่ 7 เข็มหมุดนักเดินทาง
เด็กๆเอาเข็มหมุดอันเล็กๆมาหนึ่งอัน เทน้ำสะอาดใส่ให้เต็มอ่าง พร้อมกับเอาน้ำตาลก้อน ผูกน้ำตาลไว้ด้วยด้าย วางเข็มหมุดลงไปในอ่างน้ำ เข็มหมุดจะลอยอยู่บนผิวน้ำ เนื่องจากน้ำมีแรงตึงผิว ค่อยๆหย่อนน้ำตาลก้อนไปใกล้ๆเข็มหมุด โดยให้มีระยะห่างระหว่างก้อนน้ำตาลและเข็มหมุดประมาณหนึ่งนิ้ว ถือด้ายไว้ โดยให้ก้อนน้ำตาลจมลงไปในน้ำเพียงบางส่วน
เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 5 นาที ความอัศจรรย์จะบังเกิดขึ้น เข็มหมุดจะเคลื่อนที่เข้าหาก้อนน้ำตาลได้เอง เหมือนมีแรงลึกลับมาดึงมันเข้าไป
เด็กๆรู้มั้ยว่าเพราะเหตุใด เมื่อก้อนน้ำตาลละลายน้ำ รอบๆก้อนน้ำตาลจะมีความหนาแน่นเพิ่มขึ้น สารละลายรอบๆก้อนน้ำตาลจะมีน้ำหนักมากกว่าน้ำในอ่าง สารละลายรอบก้อนน้ำตาลจึงค่อยๆจมลงสู่ก้นอ่างอย่างช้าๆ
ในขณะเดียวกัน น้ำที่อยู่ใกล้ๆกันก็เคลื่อนตัวเข้ามาแทนที่ น้ำจะไหลเข้าหาก้อนน้ำตาลเรื่อยๆทำให้เข็มหมุดเดินทางเข้าหาก้อนน้ำตาลได้เหมือนกัน
บทที่ 6 ไข่ลอยน้ำ
ปกติแล้ว ไข่ที่เสียเท่านั้นที่จะลอยน้ำได้ เพราะในไข่เสียจะมีก๊าซซัลเฟอร์ได-ออกไซด์เกิดขึ้นภายใน ส่วนไข่ดีจะจมน้ำ เพราะน้ำหนักของไข่ทั้งฟองหนักกว่าน้ำนั่นเอง
แต่เด็กๆสามารถทดลองทำให้ไข่ดีลอยน้ำได้ โดยใช้กรดเกลือที่หาซื้อได้จากร้านขายยาทั่วไป นำกรดเกลือมา 1 ส่วน ผสมกับน้ำธรรมดา 2 ส่วน คนให้เข้ากัน แล้วเทใส่ถ้วยแก้วขนาดใหญ่
นำไข่ไก่ดีๆ มาหนึ่งฟอง ลองทดสอบลอยโดยลอยไข่ในน้ำสะอาด ถ้าไข่ฟองนั้นดีจะจมทันที จากนั้นค่อยๆหย่อนไข่ลงไปในถ้วยแก้วที่มีกรดเกลือผสมกับน้ำสะอาด
เมื่อหย่อนไข่ลงไปแล้ว ไข่จะจมลงสู่ก้นแก้วทันที แต่สักครู่หนึ่ง ไข่ฟองนั้นจะค่อยๆลอยขึ้นมาเหนือผิวน้ำได้ ประหนึ่งว่าเด็กๆมีเวทมนตร์เรียกให้ไข่ลอยขึ้นมาได้ มันจะลอยเท้งเต้งอยู่เช่นนั้น ไม่จมกลับลงไปอีก
กรดเกลือที่ผสมในน้ำสะอาด จะไปทำปฏิกิริยากับแคลเซียมคาร์บอเนต ซึ่งเป็นองค์ประกอบของเปลือกไข่ สิ่งที่เกิดขึ้นคือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ดังกล่าวจะเกาะอยู่ที่ผิวเปลือกไข่ คอยช่วยพยุงให้เปลือกไข่ลอยขึ้นมา และพยุงตัวไม่ให้จมลงไปอีก
บทที่ 5 เชือกวิเศษ
ถ้าเด็กๆมีเชือกเส้นหนึ่ง ขนาดของเชือกยาวประมาณ 6 นิ้ว ไม่พอสำหรับพันก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่เพิ่งซื้อมาจากตลาด เด็กๆสามารถยกก้อนน้ำแข็งได้โดยไม่ต้องจับน้ำแข็งเลย แต่ใช้เชือกเส้นนั้นยกก้อนน้ำแข็งแทน
โดยเด็กๆต้องนำปลายเชือกที่ว่าไปแช่ในน้ำจนชุ่ม แล้วนำมาวางบนก้อนน้ำแข็ง โรยเกลือลงบนปลายเชือกด้วย ครู่หนึ่ง ปลายเชือกจะติดกับก้อนน้ำแข็งได้เอง ถึงเวลานั้น เด็กๆก็สามารถยกก้อนน้ำแข็งขึ้นได้ โดยไม่ต้องจับก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่อันเย็นเฉียบเลย
การที่เด็กๆโปรยเกลือลงบนปลายเชือกที่วางอยู่บนก้อนน้ำแข็งนั้น จะทำให้เกลือคายความร้อนให้ก้อนน้ำแข็ง น้ำแข็งเมื่อได้รับความร้อนก็จะละลายกลายเป็นน้ำ ตรงจุดที่เชือกวางอยู่นั่นเองที่น้ำแข็งกลายเป็นน้ำ ต่อมาเมื่อเวลาผ่านไป น้ำและน้ำในเชือกที่เราไปจุ่มไว้แต่แรก จะหลอมตัวขึ้นใหม่ ทำให้เชือกดังกล่าวติดอยู่กับก้อนน้ำแข็ง ประหนึ่งว่าเชือกเป็นส่วนหนึ่งของก้อนน้ำแข็งนั่นเอง ทำให้เด็กๆยกก้อนน้ำแข็งขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย
บทที่ 4 น้ำค้างข้างแก้ว
เด็กๆที่ต้องตื่นเช้าไปเรียนหนังสือ เคยสังเกตเห็นหยดน้ำเกาะพราวอยู่บนใบไม้ใบหญ้ากันบ้างหรือเปล่า
ลองเอาถ้วยแก้วมาใบหนึ่ง เช็ดให้แห้งทั้งด้านนอกและด้านใน ใส่น้ำผสมหมึกสีแดงลงไป พร้อมกับใส่น้ำแข็งลงไปด้วย รอสักครู่ ลองสังเกตถ้วยแก้วที่น้ำปนน้ำแข็ง จะเห็นมีละอองน้ำจำนวนมากมาเกาะอยู่ น้ำที่เกาะอยู่ด้านนอกจะไม่มีสีเหมือนน้ำในแก้ว
เด็กๆจะเรียกน้ำข้างแก้วว่า น้ำค้างก็ได้ เพราะมีที่มาเช่นเดียวกับน้ำค้างยามเช้าบนใบหญ้าเหมือนกัน น้ำค้างที่เกิดจากการทดลองข้างถ้วยแก้วไม่ได้มีสีแดงเป็นเพราะไม่ได้ซืมออกมาจากน้ำในถ้วยแก้ว
ในอากาศมีไอน้ำกระจายอยู่ ซึ่งเราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่เมื่อกระทบถูกพื้นผิวที่เย็น จะกลั่นตัวกลายเป็นหยดน้ำเกาะอยู่บนพื้นผิวนั้น น้ำค้างข้างแก้วกับน้ำค้างบนยอดหญ้าก็เกิดขึ้นมาในลักษณะเดียวกัน
บทที่ 3 ออกซิเจนผู้อารี
ทุกวันนี้ เรามีชีวิตอยู่ได้เพราะบนโลกยังมีออกซิเจนหลงเหลืออยู่ แต่นับวันออกซิเจนเริ่มลดน้อยลงไปทุกที นั่นเป็นเพราะเราช่วยกันทำลายสมดุลทางธรรมชาติ ก่อปัญหาสภาพแวดล้อม ทำให้บรรยากาศเป็นพิษ ออกซิเจนเริ่มจะกลายเป็นสิ่งหายาก
ถ้าเรายังไม่รีบหาทางป้องกันสิ่งแวดล้อม สักวันหนึ่งเราจะไม่มีแม้แต่ออกซิเจนเพื่อใช้สำหรับหายใจ ออกซิเจนมีหน้าที่ช่วยให้ไฟติด แต่ตัวเองไม่ติดไฟ ถ้าเราไม่มีออกซิเจน ไฟในโลกนี้ก็จะไม่มีวันลุกติดได้เลย
ลองนำเทียนไขแท่งขนาดพอดีมาตั้งไว้บนโต๊ะสักแท่ง เอาถ้วยแก้วครอบเทียนไขที่จุดติดไฟแล้วให้สนิท รอสักครู่ สิ่งที่ปรากฏคือ เปลวไฟของเทียนไขจะค่อยๆหรี่ลงจนดับวูบไปในที่สุด
นี่เป็นเพราะว่า อากาศในถ้วยแก้วเริ่มมีออกซิเจนจำกัด ออกซิเจนที่มีอยู่ค่อยๆถูกใช้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งออกซิเจนภายในถ้วยแก้วหมดไป เปลวเทียนจึงดับลง เปลวไฟของเทียนไขจะหรี่เล็กลงตามจำนวนออกซิเจนซึ่งมีเหลือน้อยเต็มที หรี่ลงจนกระทั่งดับไป...ในที่สุด
ถ้าเด็กๆสังเกตให้ดี จะเห็นว่าการลุกไหม้ของเทียนไขภายในถ้วยแก้วจะเกิดควันสีดำ ควันดำที่ว่านั่นก็คือ ธาตุคาร์บอนนั่นเอง
บทที่ 2 ไข่เป็ดหลงขวด
เด็กๆบางคนคงเคยเห็นเรือของเล่นนอนอยู่ในขวดแก้วที่มีปากขวดเล็กกว่าเรือบ้างแล้ว เด็กๆเคยสงสัยหรือไม่ว่าทำอย่างไร ส่วนใหญ่เขาก็จะตัดขวดออกเป็นสองท่อน แล้วเอาเรือใส่เข้าไปในฐานขวด หลังจากนั้นก็เชื่อมต่อประกบขวดสองท่อนนั้นให้เข้ากันสนิท เรือก็จะอยู่ในขวดเรียบร้อย
คราวนี้เราจะลองทำสิ่งที่พิสดารกว่านั้น เด็กๆสามารถเสกไข่เป็ดทั้งฟองให้เข้าไปอยู่ในขวดได้ โดยไม่ต้องตัดขวดออกเลย ก่อนอื่นเด็กๆต้องหาไข่เป็ดขนาดกลางมาฟองหนึ่ง ขออนุญาตคุณแม่ก่อนหยิบไข่เป็ดมาเล่นนะครับ พร้อมกับขอน้ำส้มสายชูคุณแม่มาด้วย เอามาสักแก้วหนึ่งก็พอ อุปกรณ์อีกอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย ก็คือขวดแก้ว แต่ขวดแก้วนี้จะต้องมีปากเล็กกว่าไข่เป็ดด้วยนะครับ ไม่อย่างนั้นก็คงจะไม่อัศจรรย์อะไรนัก
พอได้ของมาครบแล้ว เด็กๆก็นำไข่เป็ดมาแช่ไว้ในน้ำส้มสายชู แช่ไว้สักประมาณ 6-7 ชั่วโมง หลังจากนั้นก็นำไข่เป็ดไปวางไว้บนปากขวดที่เตรียมไว้ ขยับไข่เล็กน้อย พร้อมกับดันไข่ลงไปในขวด สุดท้ายไข่เป็ดก็จะลงไปในขวดได้แล้ว
น้ำส้มสายชูจะมีฤทธิ์ไปทำปฏิกิริยากับแคลเซียมคาร์บอเนตบนเปลือกไข่ ทำให้เปลือกไข่ยุ่ยและอ่อนตัวลง ไข่ทั้งฟองก็จะหลุดเข้าไปอยู่ในขวดที่มีปากเล็กกว่าไข่ได้
บทที่ 1 กระดาษนิรภัย
เด็กๆทุกคนคงจะรู้แล้วว่า กระดาษธรรมดาสามารถติดไฟได้ ดังนั้นเด็กๆจะต้องระวังไม่ให้มีกระดาษอยู่ใกล้ๆตอนจุดไฟ เพราะไฟอาจไหม้บ้านได้
เราลองทำกระดาษที่ไม่ติดไฟดูบ้าง ขอเรียกกระดาษทนไฟว่ากระดาษนิรภัยก็แล้วกัน
เด็กๆต้องไปซื้อสารส้มมาจากร้านขายยาก่อน ซื้อสัก 2-3 ก้อนก็พอ หลังจากนั้นก็เอากะละมังขนาดใหญ่มาเติมน้ำสะอาดให้ปริ่มขอบกะละมัง เอาก้อนสารส้มใส่ลงไนกะละมัง ปล่อยทิ้งไว้ให้สารส้มละลายน้ำ ถ้าอยากให้เร็วก็ใช้มือแกว่งก้อนสารส้มไปด้วย รอจนกว่าสารส้มไม่ละลายน้ำอีกแล้ว จึงนำเอาก้อนสารส้มขึ้นจากกะละมัง
เอากระดาษที่เตรียมไว้จะทำเป็นกระดาษนิรภัยแช่ลงในกะละมังสักหนึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นนำมาตากให้แห้ง เมื่อกระดาษแห้งดีแล้ว นำไปแช่ในน้ำใหม่อีก 3 ครั้ง แล้วผึ่งให้แห้งสนิทดี
ลองนำกระดาษที่แห้งแล้วมาเผาไฟดู จะพบว่ากระดาษไม่ติดไฟนั่นเป็นเพราะสารส้มเข้าไปแทรกอยู่ทั่วทุกอณูของแผ่นกระดาษ ความร้อนจากไฟไม่สามารถทำอะไรกระดาษได้ กระดาษนิรภัยจึงไม่ติดไฟ
เราลองทำกระดาษที่ไม่ติดไฟดูบ้าง ขอเรียกกระดาษทนไฟว่ากระดาษนิรภัยก็แล้วกัน
เด็กๆต้องไปซื้อสารส้มมาจากร้านขายยาก่อน ซื้อสัก 2-3 ก้อนก็พอ หลังจากนั้นก็เอากะละมังขนาดใหญ่มาเติมน้ำสะอาดให้ปริ่มขอบกะละมัง เอาก้อนสารส้มใส่ลงไนกะละมัง ปล่อยทิ้งไว้ให้สารส้มละลายน้ำ ถ้าอยากให้เร็วก็ใช้มือแกว่งก้อนสารส้มไปด้วย รอจนกว่าสารส้มไม่ละลายน้ำอีกแล้ว จึงนำเอาก้อนสารส้มขึ้นจากกะละมัง
เอากระดาษที่เตรียมไว้จะทำเป็นกระดาษนิรภัยแช่ลงในกะละมังสักหนึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นนำมาตากให้แห้ง เมื่อกระดาษแห้งดีแล้ว นำไปแช่ในน้ำใหม่อีก 3 ครั้ง แล้วผึ่งให้แห้งสนิทดี
ลองนำกระดาษที่แห้งแล้วมาเผาไฟดู จะพบว่ากระดาษไม่ติดไฟนั่นเป็นเพราะสารส้มเข้าไปแทรกอยู่ทั่วทุกอณูของแผ่นกระดาษ ความร้อนจากไฟไม่สามารถทำอะไรกระดาษได้ กระดาษนิรภัยจึงไม่ติดไฟ
Subscribe to:
Posts (Atom)




























